โรคเบาหวาน

เบาหวานคืออะไร ?

เบาหวาน เป็นกลุ่มอาการจากความผิดปกติที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ตามปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและถูกขับออกมาทางปัสสาวะ เนื่องจากร่างกายขาดฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่ง

คือ อินซูลินจากตับอ่อน ที่ผลิตไม่พอใช้หรือผลิตแล้วใช้ไม่ได้ตามปกติ เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่นาน ก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง ในกรณีที่เรื้อรังจะไปทำให้หลอด

เสื่อม เสียหายและทำลายอวัยวะส่วนปลายทาง เช่น ไต สมอง หัวใจ เป็นต้น โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำลายหลอดเลือดร่วมอยู่ด้วย

  • ค่าปกติของระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชม. ประมาณ 80-120 มก.% , หลังอดอาหาร 2 ชม. ประมาณ 140 มก.%
  •          

    อาการ...ของผู้เป็นเบาหวาน

         


    สาเหตุ...ของเบาหวาน

    ในชุมชนไทยมีโอกาสพบคนเป็นเบาหวานตั้งแต่ช่วงอายุ 13 ปีขึ้นไป โดยประมาณทั้งสิ้นถึงหนึ่งล้านเจ็ดแสนคน นอกจากนั้นยังพบว่าเมื่อสูงอายุขึ้น มีโอกาสเป็นเบาหวานได้

    ง่ายขึ้น ได้แก่ ประชากรอายุระหว่าง 20-44 ปี จะพบประมาณร้อยละ 2-3 และอายุ 45-59 ปีขึ้นไป อากพบสูงถึงร้อยละ 10-12 สาเหตุของการเกิดโรคมีดังนี้

      1. น้ำหนักเกิน ความอ้วนและขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกายที่เพียงพอ โดยมีดรรชนีมวลกาย มากกว่าหรือเท่ากับ 25 (น้ำหนัก/สูง2 เป็นเมตร)

       2. กรรมพันธุ์ มักพบโรคนี้ในผู้ที่มีบิดา มารดา เป็นเบาหวาน ลูกมีโอาสเป็นเบาหวาน 6-10 เท่าของคนที่พ่อแม่ไม่เป็นเบาหวาน

        3. ความเครียดเรื้อรัง ทำให้อินซูลินทำงานนำน้ำตาลเข้าเนื้อเยื่อได้ไม่เต็มที่

         4. อื่นๆ เช่น จากเชื้อโรคหรือยาบางชนิด เกิดร่วมกับโรคเนื้องอกของต่อมใต้สมองหรือต่อมหมวกไต เป็นต้น

               

    การปฏิบัติตนในผู้ป่วยเบาหวาน

    1.เกี่ยวกับการรักษาทางยา

  • ยาฉีดหรือยากิน มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรฉีดหรือกินให้ตรงเวลา และตรงตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดหรือเพิ่มยาเอง
  • มาตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ เพื่อปรับขนาดยา
  • ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะยาบางชนิดทำให้ลดหรือเพิ่มฤทธิ์ยาเบาหวานได้
  • ควรเก็บยาให้ห่างจากมือเด้ก ยาฉีดควรเก็บในที่เย็น ยาเม็ดควรใส่ซองและนำยาติดตัวไปด้วยหากเดินทางไกล เพื่อไม่ให้ขาดยา
  • 2.การควบคุมอาหาร

  • กินอาหารให้ครบ 3 มื้อหลัก และครบทั้ง 5 หมู่ คือ เนื้อสัตว์ แป้ง และน้ำตาล ไขมัน ผัก ผลไม้
  • หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ ไม่เป็นเวลา
  • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันมาก อาหารทอด กะทิ หนังสัตว์ ควรใช้น้ำมันพืชและใช้แต่น้อย
  • หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เช่น ผลไม้บางชนิด น้ำผึ้ง น้ำอัดลม น้ำหวาน
  • เลือกกินเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา ไก่
  • กินข้าวหรือแป้งพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป คนอ้วนควรลดข้าวลงบ้างมือละ 1 ใน 3 จากที่เคยกิน ส่วนคนผอมควรเพิ่มข้าวขึ้น 1 ใน 3 จากที่เคยกิน
  • กินผักได้มากไม่จำกัดจำนวน
  • หากป่วย ไม่ควรอดอาหาร ให้ดื่มน้ำผลไม้ 1 แก้ว แทนอาหาร 1 มื้อ
  •               

    3.การออกกำลังกาย

  • เดินเร็วและต่อเนื่องทุกเนื่อง จะทำให้ควบคุมน้ำตาลได้ง่าย
  • ไม่ออกกำลังกายหักโหม
  • ควรออกกำลังกายหลังมื้ออาหารและเป็นเวลา
  •               

    4.การดูแลตนเอง

  • 1. การพักผ่อน
  •   - ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด นอนหลับอย่างน้อย วันละ 7-8 ชม.

  • 2. ปาก - ฟัน - ตา
  •   - ถ้ามีอาการตามั่วไม่ควรซื้อยามาหยอดเอง หากมีแผลที่ตา ใช้ผ้าปิดตาแล้วมาพบแทย์

  • 3. ผิวหนัง
  •   - อาบน้ำวันละ 2 ครั้งและดูแลอวัยวะเพศไม่ให้อับชื้น หากมีอาการชาปลายมือหรือปลายเท้าไม่ควรใช้ของร้อนประคบ

  • 4. เท้า
  •   - ตรวจดูเท้าทุกวัน ระวังไม่ให้เกิดแผล ถ้าเท้าแห้งให้แช่น้ำอุ่น เช็ดให้แห้งแล้วนวดด้วยโลชั่นหรือน้ำมันมะกอก

      - ไม่ใส่รองเท้าหลวมหรือคับจนเกินไป

      - หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบหรือไขว่ห้างนานๆ